วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำพิพากษาศาลโลก



ศาลโลกยืนตามคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารปีั 2505 ให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ส่วนเขตแดนให้ไปตกลงกันเอง 2 ประเทศโดยมี UNESCO ดูแล ขณะที่ทูตวีรชัย ชี้ กัมพูชาไม่ได้ในสิ่งที่ร้องขอต่อศาล

            เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (11 พฤศจิกายน 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการ ศาลโลก ได้ออกนั่งบนบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารแล้ว โดยคณะผู้พิพากษาเริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของไทย 
            ซึ่งหลังจากนั้น ประธานศาลโลก ได้เริ่มต้นอ่านคำพิพากษาคดีที่กัมพูชาได้ยื่นร้องขอให้ศาลโลกตีความคดีดังกล่าวในปี 2554 ตามธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 เรื่องข้อพิพาทในพื้นที่ใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยประธานศาลโลก ระบุว่า ศาลโลกมีมติรับคำร้องขอของกัมพูชาที่จะตีความคำพิพากษาปี 2505 ตามรัฐธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 โดยให้พิจารณาตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมา ประกอบกับพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย ซึ่งทำให้ศาลโลก ไม่อาจตีความเกินคำพิพากษาปี 2505 ได้ 

            และเมื่อย้อนกลับไปดูคำตัดสินปี 2505 พบว่า กรณีนี้เป็นประเด็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าการกำหนดเขตแดน โดยที่ศาลโลกมีอำนาจรับพิจารณาเฉพาะข้อที่เป็นเหตุที่ไม่ใช่บทปฏิบัติการ และไม่ได้มีแนบในแผนที่ในคำพิพากษาปี 2505 ประกอบกับการนำเหตุการณ์ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เดินทางเยือนปราสาทพระวิหาร โดยมีทางการฝรั่งเศสให้การต้อนรับ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการยอมรับดินแดนทางอ้อม อีกทั้ง การที่คู่ความทั้งสองได้ยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 ทำให้แผนที่ภาคผนวก 1 ถูกบรรจุในสนธิสัญญา สำหรับการที่ขอตีความครั้งนี้ กัมพูชาระบุว่า ขอบเขตพื้นที่พิพาทเล็กมาก ขณะที่ศาลโลกเห็นพ้องว่าพื้นที่พิพาทนี้ก็เล็กมากเช่นกัน 

            อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาปี 2505 ศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน เนื่องจากเห็นว่า เป็นเรื่องการกำหนดอธิปไตยมากกว่ากำหนดดินแดน ดังนั้น ศาลโลกจึงเห็นว่า สมควรให้ไทยและกัมพูชาดำเนินการหารือกันเอง เพื่อร่วมรักษามรดกโลกแห่งนี้ให้คงไว้

            ทั้งนี้ หลังจากศาลโลกได้อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น จากนั้น ในเวลา 17.35 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้แถลงข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายรู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ซึ่งหลังจากนี้จะไปหารือกับกัมพูชาในคณะกรรมาธิการร่วมฯ ต่อไป พร้อมกับให้ นายวีระชัย พลาศัย ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความของฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อ            โดย นายวีระชัย พลาศัย ทูตไทยที่เป็นตัวแทนไปสู้คดีเขาพระวิหาร ได้กล่าวว่า ศาลได้ตัดสินว่ามีอำนาจพิจารณาตีความตามคำร้องของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้รับในสิ่งที่มาร้องขอต่อศาล คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งพื้นที่ภูมะเขือ กัมพูชาไม่ได้ เพราะศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน แต่ได้เน้นว่าเป็นพื้นที่เล็กมาก ๆ ซึ่งขณะนี้กำลังคำนวณอยู่ ส่วนพื้นที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตรที่เป็นปัญหากันอยู่นั้น ศาลไม่ได้ตัดสินว่าผูกพันกับไทย ดังนั้นถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ๆ            นอกจากนี้ นายวีระชัย ยังระบุด้วยว่า ศาลโลกได้แนะนำให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาร่วมกันดูแลเขาพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลก

โฆษกสำนักนายกฯ แถลง นายกฯ สั่งตั้งวอร์รูมเกาะติดคดีเขาพระวิหาร

           เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความพร้อมของการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารของศาลโลกว่า ทางรัฐบาลได้ปรับปรุงห้องเขียวของตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ให้เป็นห้องวอร์รูมสำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้ติดตามสถานการณ์ร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และฝ่ายกฎหมายของกระทรวงต่างประเทศ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป คาดว่าศาลโลกจะใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 2 ชั่วโมง และทางนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะเป็นผู้รายงานสรุปคำตัดสิน จากนั้นจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีสำหรับการร่างแถลงการณ์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เวลาประมาณ 18.45 น.


            โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การตั้งวอร์รูมในวันนี้จะติดตามสถานการณ์เขาพระวิหารอย่างเดียว ไม่มีการพูดถึงสถานการณ์การชุมนุม ภายหลังการตัดสินของศาลโลกแน่นอน นอกจากนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ จะมีการพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามข่าวสารอย่างครบถ้วน รอบด้าน และขอย้ำว่า รัฐบาลจะรักษาอธิปไตยอย่างเต็มที่

            ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยว่า การที่กลุ่มธรรมายาตราเคลื่อนไหวที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบประชาธิปไตย โดยที่จะมีผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เป็นผู้ชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และขอยืนยันว่า จะไม่มีการปะทะกันที่ชายแดนอย่างแน่นอน
            โฆษกกระทรวงต่างประเทศ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการสับสนในข้อมูล ตนจึงขอแนะนำให้ประชาชนติดตามการถ่ายทอดสดและทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่กระทรวงต่างประเทศเตรียมเผยแพร่ และขอให้ประชาชนอย่างเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไร ทั้งนี้ ประชาชนจะเข้าใจการพิพากษาคดีง่ายขึ้น เพราะนายวีรชัย ในฐานะผู้ต่อสู้คดี จะเป็นผู้แปลจากภาษากฎหมายมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย

ปัญหาเขาพระวิหารตั้งแต่เริ่มต้น







หลังศาลโลกพิพากษาตัดสินไม่เป็นบวกต่อไทย ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนได้จับตาการทำงานและทีท่าของกองทัพ และรัฐบาลไทยว่าจะทำอย่างไรต่อไป
      
       ปราสาทพระวิหาร เป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นในหลายรัชสมัยของกษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมจึงจะแล้วเสร็จ โดยเริ่มการก่อสร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งปกครองอาณาจักรในช่วงปี พ.ศ. 1345-1388
      
       จากนั้นมีการต่อเติมสร้างส่วนต่างๆ ของปราสาทเรื่อยมาจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 1581 ส่วนในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้มีการสร้างต่อเติมปรับปรุงระเบียงคด
      
       ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 1656-1693 หลังจากรัชสมัยของพระองค์ปราสาทพระวิหารก็ไม่ได้มีการสร้างอะไรเพิ่มเติม
      
       ปราสาทพระวิหารคงความเป็นศาสนสถานแห่งศรัทธาของผู้คนในภูมิภาคนี้ จนกระทั่งในยุคล่าอาณานิคมที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองประเทศกัมพูชา (และลาว เวียดนาม) ในอินโดจีน อันนำมาสู่ความขัดแข้งระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ พร้อมๆ กับระเบิดเวลาเรื่องข้อพิพาทในเรื่องปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ปรากฏเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
      
       นี่ก็คือปราสาทพระวิหารกับลำดับเหตุการณ์สำคัญ ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 เป็นต้นมา
      
       -พ.ศ. 2404 ฝรั่งเศสได้ไซ่ง่อนและเวียดนามใต้เป็นอาณานิคมและเริ่มมีความสนใจในลาวและกัมพูชา
      
       -พ.ศ. 2410 สยามกับฝรั่งเศสมีการทำสนธิสัญญายอมรับกัมพูชาเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส ยกเว้นเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ
      
       -พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสเข้ายึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมทั้งให้สยามทำสนธิสัญญายกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
      
       -พ.ศ. 2447 สยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสยกเมืองหลวงพระบางกับดินแดนทางใต้ภูเขาดงเร็กให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจันทบุรี (ที่ถูกฝรั่งเศสยึดไปก่อนหน้า)
      
       -พ.ศ. 2450 สยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสยกดินแดนเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย เมืองตราด และเกาะแก่งทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้กับสยาม
      
       -พ.ศ. 2472 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนปราสาทเขาพระวิหาร โดยมี เรสสิเดนต์ กำปงธม (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำปงธม) ชาวฝรั่งเศส แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศพร้อมชักธงชาติฝรั่งเศสมารอรับเสด็จ (ภายหลังกัมพูชานำกลับไปเป็นข้ออ้างในศาลโลก)
      
       -พ.ศ. 2483 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พบว่าพรมแดนเขตนี้ใช้ลำห้วยเป็นเส้นเขตแดนแทนที่จะเป็นสันปันน้ำ จึงได้มีความพยายามขอแก้ไขการปักปันเขตแดนในส่วนนี้กับฝรั่งเศส
      
       -พ.ศ. 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นในฐานะของมหามิตร เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีน กรณีรัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม กรีธาทัพเข้ายึดดินแดนที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่ 5 กลับคืนมา ทำให้ไทยได้ดินแดนที่เคยเสียไป (รวมทั้งปราสาทเขาพระวิหาร) กลับคืนตามสนธิสัญญาโตกิโอ แต่ภายหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยเพื่อหลีกสถานะผู้แพ้สงครามจึงต้องคืนดินแดนดังกล่าวกลับให้ฝรั่งเศส

       -พ.ศ. 2492 กัมพูชากับฝรั่งเศสร่วมกันคัดค้านอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของประเทศไทย นับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร
      
       -พ.ศ. 2501 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ตลอดจนการโต้ตอบทางหนังสือพิมพ์ของไทยและกัมพูชา เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน รัฐบาลไทยประกาศสภาวะฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม 6 จังหวัด คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ในปลายปีเดือนธันวาคม กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย
      
       -6 ต.ค. 2502 รัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกให้วินิจฉัย กรณีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา
      
       -15 มิ.ย. 2505 ศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา
      
       -พ.ศ. 2513-2518 กัมพูชาภายใต้การนำของรัฐบาลลอนนอล ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยขึ้นใหม่และเปิดปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับบุคคลทั่วไป
      
       -พ.ศ. 2518-2534 ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอลและเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่างๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นชมปราสาทเขาพระวิหาร
      
       -พ.ศ. 2535 กัมพูชาเปิดปราสาทเขาพระวิหารเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังการยุติลงของสงครามกลางเมือง
      
       -พ.ศ. 2550 กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ และไทยยื่นเรื่องคัดค้านโดยอ้างถึงเรื่องความเชื่อมโยงของปราสาทเขาพระวิหารกับปราสาทหินอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย ทำให้องค์การยูเนสโกจึงยุติเรื่องไว้ก่อนเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551
      
       -22 พ.ค. 2551 ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคือ “นายนพดล ปัทมะ” กับรองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา มีการทำข้อตกลงร่วมกัน 6 ข้อ โดยไม่ได้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อันเป็นที่มาของการเซ็นสัญญายินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลไทยและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
      
       -พ.ศ. 2551 การประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 พิจารณาคำร้องปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และล่าสุด 8 กรกฎาคม 2551 องค์การยูเนสโกมีมติอนุมัติให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
      
       -17 เม.ย. 2556 ทีมกฎหมายฝ่ายไทย นำโดย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวถ้อยแถลงด้วยวาจาตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ได้แถลงต่อศาลโลกไปเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2556 ประเด็นสำคัญคือการแสดงให้เห็นว่าไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2505 อย่างครบถ้วน และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชา
       
      
       -11 พ.ย. 2556 ศาลโลกตัดสินไม่เป็นบวกต่อประเทศไทยอีกครั้ง โดยยืนความตามคำพิพากษาในปี 2505 ตามที่กัมพูชาร้องขอ พร้อมระบุให้เขตอธิปไตยของกัมพูชาครอบคลุมถึงชะง่อนผา แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงภูมะเขือ ให้ไทยต้องถอนกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร แล้วให้ 2 ชาติต้องไปตกลงแผนปกป้องมรดกโลกภายใต้การดูแลของยูเนสโก